langauge_list2

English Version

      เทคนิคในการปลูก
Untitled Document
Untitled Document
รู้จักเมล็ดพันธุ์

สำหรับการนำน้ำมาวเคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมเมล็ด พันธุ์ผักที่เราซื้อไป หรือเวลาขาย ทำไมจึงมีทั้งเมล็ดแบบเคลือบ และแบบไม่เคลือบ แล้วเมล็ดทั้ง 2 ประเภทนี้ต่างกันอย่างไร การผลิตเมล็ดพันธุ์พืชนั้นแบ่งได้เป็นหลายประเภท แต่ถ้าพูดถึงเมล็ดพันธุ์ผักจะมี 2 แบบ ครับ

1. เมล็ดแบบไม่เคลือบ (Raw seed)
เมล็ดประเภทนี้จะผ่านการลดความชื้น และทำความสะอาดมาแล้ว ในบางครั้งเมล็ดแบบนี้จะมีการคลุกสารเพื่อช่วย ให้มีความต้านทานต่อเชื้อโรคในระยะแรกของการ งอกเป็นต้นกล้า ถ้าเลือกใช้เมล็ดแบบนี้ก็ควรถามผู้ขายดูด้วยครับว่ามี การคลุกสารป้องกันเชื้อโรคมาให้ด้วยหรือไม่ ถ้ามี หลังจากที่เราเพาะเมล็ดเสร็จแล้วก็ควรล้างมือให้ สะอาดด้วย(ครับ) เมล็ดประเภทนี้อายุเก็บรักษาจะนานกว่าเมล็ดแบบเคลือบ แต่% ความงอกของเมล็ดจะค่อยๆลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
2. เมล็ดแบบเคลือบ

จะมี 2 ลักษณะ(ครับ) คือ เมล็ดเคลือบแป้ง เราเรียก Pelleted seed เก็บได้นาน 1-3 ปี(ครับ) ส่วนมากจะเป็นพวกเมล็ดไม้ดอก สำหรับเมล็ดผักสลัดที่เราปลูกอยู่ถ้าเป็นเมล็ดแบบเคลือบ จะเรียกว่า Primed seed ซึ่งเมล็ดจะถูกกระตุ้นให้เกิดการงอกก่อน แล้วจึงนำมาทำการเคลือบแป้ง (Pelleted seed) อีกที(ครับ) ซึ่งจากการที่กระตุ้นให้เมล็ดงอกก่อน ทำให้เมล็ดพันธุ์แบบนี้มีอายุการเก็บรักษาสั้น ซึ่งถ้าเลือกซื้อมาใช้ควรใช้ให้หมดโดยเร็ว ไม่ควรเก็บไว้นานเกินไป(ครับ) สำหรับข้อดีของการใช้เมล็ดแบบเคลือบก็คือ สะดวกในการเพาะอัตราการงอกสม่ำเสมอ และ % ความงอกสูง ( ครับ) แต่ราคาก็จะสูงกว่าเมล็ดแบบไม่เคลือบครับ
การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญในการเพาะต้นกล้า ดังนั้นเราก็ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเรามากที่สุดครับ
เมล็ดพันธุ์ผักสลัดทุกชนิดที่เรานำมาเพาะ ต้องการสิ่งสำคัญ 3 อย่าง สำหรับการงอกออกมาเป็นต้นกล้า ซึ่งก็คือ น้ำ, อากาศ หรือ ออกซิเจน และ แสงแดดครับ โดยน้ำและอากาศเป็นปัจจัยพื้นฐานอยู่แล้ว สำหรับแสงนั้น ในช่วง 2-3วันแรก เราให้แสงแบบรำไรก็พอ(ครับ) ไม่จำเป็นต้องให้แสงแดดจัด เพราะอาจจะทำให้อุณหภูมิสูง ส่งผลให้อัตราการงอก ลดลงซึ่งโดยทั่วไปอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเพาะเมล็ด จะอยู่ในช่วง 20-25 องศาเซลเซียส (ครับ) หลายๆคนมีคำถามตามมาว่าแล้ว อุณหภูมิของบ้านเราค่อนข้างร้อน จะทำอย่างไร เพราะอากาศร้อนเมื่อไหร่เพาะเมล็ดแล้วไม่ค่อยงอก หรืองอกน้อยมากวิธีที่จะช่วยได้คือ ให้เพาะเมล็ดในช่วงเย็นและเลือกใช้เมล็ดแบบเคลือบ จะช่วยได้มากแต่ถ้าลองใช้วิธีนี้แล้วเมล็ดยังไม่งอกอีก เราคงต้องทบทวนถึงวิธีการเพาะ(ครับ)ว่า ทำถูกขั้นตอนหรือไม่ เมล็ดพันธุ์ที่นำมาใช้ หมดอายุ หรืออาจจัดเก็บไม่ถูกวิธี ถ้าเจอปัญหาตรงไหนก็แก้ให้ตรงจุดครับ เชื่อว่าเมล็ดจะงอกได้แน่นอน

สิ่งจำเป็นในการเพาะเมล็ด
เมล็ดพันธุ์ผักสลัดทุกชนิดที่เรานำมาเพาะ ต้องการสิ่งสำคัญ 3 อย่าง สำหรับการงอกออกมาเป็นต้นกล้า ซึ่งก็คือ น้ำ, อากาศ หรือ ออกซิเจน และ แสงแดดครับ โดยน้ำและอากาศเป็นปัจจัยพื้นฐานอยู่แล้ว สำหรับแสงนั้น ในช่วง 2-3วันแรก เราให้แสงแบบรำไรก็พอ(ครับ) ไม่จำเป็นต้องให้แสงแดดจัด เพราะอาจจะทำให้อุณหภูมิสูง ส่งผลให้อัตราการงอก ลดลง ซึ่งโดยทั่วไปอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเพาะเมล็ดจะ อยู่ในช่วง 20-25 องศาเซลเซียส (ครับ) หลายๆคนมีคำถามตามมาว่าแล้ว อุณหภูมิของบ้านเราค่อนข้างร้อน จะทำอย่างไร เพราะอากาศร้อนเมื่อไหร่เพาะเมล็ดแล้วไม่ค่อยงอก หรืองอกน้อยมาก วิธีที่จะช่วยได้คือ ให้เพาะเมล็ดในช่วงเย็น และเลือกใช้เมล็ดแบบเคลือบ จะช่วยได้มาก แต่ถ้าลองใช้วิธีนี้แล้วเมล็ดยังไม่งอกอีก เราคงต้องทบทวนถึงวิธีการเพาะ(ครับ)ว่า ทำถูกขั้นตอนหรือไม่ เมล็ดพันธุ์ที่นำมาใช้ หมดอายุ หรืออาจจัดเก็บไม่ถูกวิธี ถ้าเจอปัญหาตรงไหนก็แก้ให้ตรงจุดครับ เชื่อว่าเมล็ดจะงอกได้แน่นอน

EC คืออะไร และเลือกใช้อย่างไรดี
EC คืออะไร

EC ย่อมาจากคำว่า Electric conductivity หมายถึง ค่าการนำไฟฟ้าของเกลือ(ในไฮโดรโพนิกส์จะหมาย ถึงเกลือของธาตุอาหาร)ทั้งหมดที่ละลายอยู่ในน้ำ โดยปกติแล้วน้ำบริสุทธิ์จะมีค่าความนำไฟฟ้าเป็นศูนย์ แต่เมื่อนำธาตุอาหารละลายในน้ำ เกลือของธาตุอาหารเหล่านี้จะแตกตัวเป็นประจุบวก และประจุลบ ซึ่งจะเป็นตัวนำไฟฟ้า ทำให้มีค่าความนำไฟฟ้า (Electric Conductivity) ซึ่งค่านำไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับ ปริมาณเกลือของธาตุอาหารที่ละลายอยู่ในน้ำ ดังนั้น เราจึงใช้การวัดค่าการนำไฟฟ้าของสารละลาย(ค่า EC) เพื่อเป็นตัวบอกปริมาณเกลือธาตุอาหารที่ละลายในน้ำ แต่การวัดค่า EC นั้นเป็นเพียงการวัดค่าโดยรวมไม่สามารถแยก บอกความเข้มข้นของเกลือแต่ละตัวได้ เช่น ถ้านำธาตุอาหาร A หรือ Bมาละลายในน้ำ เกลือของธาตุต่างๆ เช่น N,P,K ฯลฯ ก็จะละลายรวมกันอยู่ โดยที่เราไม่สามารถบอกได้ว่า มีธาตุอาหารแต่ละตัวอยู่เท่าไหร่

ตัวอย่างเช่นในน้ำมีเกลือ N+P+K ละลายรวมกันอยู่ และวัดค่า EC ได้ = 2.0 mS/cm เราไม่สามารถทราบได้ว่ามี N,P,K อยู่อย่างละเท่าใด ทราบเพียงแต่ว่ามีอยู่รวมกัน มีค่า = 2.0mS/cm
ซึ่งค่า EC ที่วัดได้นี้จะนำไปใช้กับพืชที่เราจะทำการปลูก และควรรักษาระดับค่า EC ให้คงที่ และปรับค่าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ในสารละลายมีธาตุอาหารที่พืชสามารถจะนำ ไปใช้ได้ตลอดเวลาและพอเพียง โดยส่วนมากค่าที่ใช้วัดสำหรับการปลูกพืชจะอยู่ใน ช่วงตั้งแต่ 0.5-5.0 mS/cm โดยพืชแต่ละชนิดก็จะใช้ค่า EC ที่แตกต่างกันออกไป

อ่านรายละเอียดเพิ่ม