langauge_list2

English Version

      เทคนิคในการปลูก
Untitled Document
Untitled Document
น้ำฝน

การปลูกพืชในระบบไฮจัดว่าเป็นน้ำที่ดีที่สุด มีค่า EC ต่ำ สิ่งเจือปนน้อย ที่สำคัญมีต้นทุนต่ำ โดยปกติน้ำฝนตามธรรมชาติจะมีความเป็นกรดเล็กน้อย เนื่องจากการละลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ แต่ทว่าในเขตอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเสียออกมา จะทำให้เกิดสภาวะฝนกรด น้ำฝนที่เก็บได้จะมีค่า pH ต่ำลง ดังนั้นถ้าจะใช้พื้นที่ปลูกอยู่ในเขตอุตสาหกรรม ควรพิจารณาถึงส่วนนี้ด้วย รวมถึงอุปกรณ์ที่จะกักเก็บน้ำฝน ควรปิดมิดชิดพอสมควรเพื่อป้องกันฝุ่นละออง และเชื้อโรคต่างๆ

น้ำประปา

จัดว่าเป็นน้ำที่หาได้ง่าย ต้นทุนไม่สูงมากนัก โดยทั่วไปในเขตกรุงเทพ น้ำประปามีคุณภาพค่อนข้างดี สามารถนำมาใช้ได้เลย แต่สำหรับในเขตต่างจังหวัด น้ำบางที่ก็มีคุณภาพดี บางที่คุณภาพไม่ดี ควรลองตรวจสอบค่าก่อนนำไปใช้
น้ำตก

น้ำจากเขื่อน น้ำในแม่น้ำ น้ำคลอง แหล่งน้ำเหล่านี้ มักมีสารแขวนลอยสูง และคุณสมบัติของน้ำไม่คงที่ตลอดปี รวมถึงอาจมีเชื้อโรคที่อาจปะปนมากับน้ำ จึงไม่ค่อยเหมาะสมในการนำมาใช้ แต่อาจตรวจสอบคุณภาพน้ำก่อนก็ได้เพื่อความ ไม่ประมาท

น้ำบาดาล

จัดเป็นแหล่งน้ำที่มีต้นทุนต่ำเช่นกัน การจะนำน้ำบาดาลมาใช้นั้นควรดูว่าในพื้นที่ของเรา มีน้ำหรือไม่ และสามารถขุดเจาะบาดาลได้หรือไม่ ในบางพื้นที่ไม่อนุญาติให้ขุดเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ แล้ว เพราะผิดกฎหมาย จึงควรตรวจสอบกับหน่วยงานของรัฐก่อน สำหรับคุณภาพน้ำบาดาลในแต่ละที่นั้นบอก ไม่ได้ว่าดีหรือไม่ดีต้องเก็บตัวอย่างนำมาวิเคราะห์ แต่เราอาจสอบถามได้จากบริษัทที่รับขุดเจาะบาดาล
หรือเก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อบาดาลในพื้นที่บริเวณ ใกล้เคียงมาตรวจสอบเบื้องต้น เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน บางคนบอกว่าน้ำบาดาลมักมีสิ่งเจือปนสูงมาก โดยเฉพาะ สนิมเหล็ก หรือ โซเดียม ซึ่งเป็นอันตรายต่อพืช จริงๆแล้วเป็นเฉพาะบางพื้นที่ ไม่ใช่ทั้งหมด เราเคยพบว่าน้ำบาดาลบางแห่งมีคุณภาพดีมาก ดีกว่าน้ำประปา ก็มี บางแห่งคุณภาพใกล้เคียงกับน้ำฝน ก็มี ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ ดังนั้นถ้าจะเลือกใช้น้ำบาดาลควรตรวจอบคุณภาพ ก่อนจะดีที่สุด
การวิเคราะห์คุณภาพน้ำควรทำอย่างไร วิเคราะห์ที่ไหน

สำหรับการนำน้ำมาวิเคราะห์นั้น ถ้ามีเครื่อง EC ให้นำไปทดลองวัดค่า EC ดูก่อน หากน้ำนั้นมีค่า EC ไม่เกิน 0.3 mS/cm ถือว่าน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถใช้ในการปลูกได้เลย แต่ถ้าไม่แน่ใจก็ให้ทดลองปลูกดูก่อน ว่ามีผลกับพืชผักที่ปลูกหรือไม่ ถ้าไม่มีก็สามารถนำน้ำมาใช้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องส่งวิเคราะห์ หากวัดค่า EC ได้มากกว่า 0.3 mS/cm ขึ้นไปควรส่งตัวอย่างน้ำไปวิเคราะห์เพื่อดูว่า มีสิ่งเจือปนอะไรอยู่บ้าง ซึ่งสารบางตัวก็เป็นประโยชน์บางตัวเป็นพิษกับพืช ถ้าวิเคราะห์แล้วพบสารเจือปนหรือธาตุอาหารที่เป็น ประโยชน์อยู่มาก ก็สามารถนำมาปรับสูตรปุ๋ยต่อไป เป็นการช่วยประหยัดค่าปุ๋ย แต่ถ้าวิเคราะห์แล้วพบสารที่เป็นอันตรายกับพืชมากกว่า จะได้หาแนวทางแก้ไขต่อไป เช่นการติดระบบกรอง ในรูปแบบต่างๆ
สำหรับสถานที่ที่รับวิเคราะห์น้ำนั้น มีทั้งหน่วยงานของรัฐ(กรมวิชาการเกษตร, กองเกษตรเคมี) และบริษัทเอกชน ทั้งนี้ในการวิเคราะห์ควรวิเคราะห์ค่าต่างๆให้ครอบ คลุมค่าต่อไปนี้ ค่า EC, pH, alkalinity, Ca, Mg, Na, K, Fe, SO4, คาร์บอเนต, ไบคาร์บอเนต, ความกระด้างทั้งหมด(หินปูน) ซึ่งต้องสอบถามดูด้วยว่า สามารถตรวจวิเคราะห์ค่าเหล่านี้ได้หรือไม่ การวิเคราะห์น้ำนั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายซึ่งจะมากหรือ น้อยขึ้นอยู่กับ จำนวนชนิดของสารที่ต้องการตรวจสอบ โดยทั่วๆไปมีค่าใช้จ่ายไม่ควรเกิน 2,000 บาท

มีข้อแนะนำเล็กน้อยในการส่งน้ำเคราะห์ ซึ่งถ้าจะต้องเสียเงินแล้ว ควรเลือกหน่วยงานหรือบริษัท ที่สามารถให้คำปรึกษาเรื่องคุณภาพน้ำได้ด้วย บางแห่งตรวจวิเคราะห์แล้วได้ค่าวิเคราะห์มา รู้เพียงแต่ว่าภาพรวมของน้ำมีคุณภาพดีหรือไม่ดี แต่บอกไม่ได้ว่าต้องปรับปรุงหรือไม่อย่างไร ซึ่งถ้าน้ำที่วิเคราะห์มีคุณภาพไม่ดี
เช่นอาจมีหินปูนมากต้องให้คำแนะนำเราได้ว่าควร ปรับแก้ไขอย่างไร จำเป็นหรือไม่ในการติดระบบกรองน้ำเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการลงทุน เพื่อให้ได้น้ำที่มีคุณภาพเหมาะสมอยู่ในระดับที่สามารถ จะนำมาใช้ปลูกพืชได้